| MITSUBISHI Pajero Sport 2.5 VG Turbo |
|
|
|
| highlight |
| วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 22:17 น. |
|
แรง...แค่ตัวเลข...หรือแรงจริง??? Mitsubishi Pajero เป็นรถอีกรุ่นหนึ่งที่จัดว่าเป็นตำนานในวงการอ๊อฟโร้ด เป็นชื่นขอบของคนที่รักการเดินทางและรักชีวิตอิสระ ด้วยสมรรถนะและการขับเคลื่อนที่ออกแบบมาเพื่อการบุกตลุยแบบไม่หวั่นต่อสภาพเส้นทางใดๆ เห็นได้จากชื่อเสียงที่ฝากไว้ในสนามแข่งหฤโหดมากมายโดยเฉพาะรายการดักส์การ์แรลลี่ หลังจากที่รถกระบะชื่อ Mitsubishi Strada เปิดตัวได้ไม่นานได้เปิดตัวรถ G-Wagon ซึ่งเป็นรถ PPV หรือรถกระบะดัดแปลงให้มีลักษณะเหมือนกับรถ SUV หลังจากที่อนุกรมของสตราด้าและจีวาก้อนได้หมดวาระลงไป ก็มีทายาทใหม่นามว่า Triton ออกมาทำตลาด และทิ้งช่วงนานพอควรกว่าจะเปิดตัว PPV นามว่า Pajero Sport ทำไมถึงต้องใช้ชื่อว่าปาเจโร่ สปอร์ต นั่นเพราะว่าชื่อเสียงของปาเจโร่นั้นมีความโด่งดังเกรียงไกรมานาน การตั้งชื่ออย่างนี้หวังผลในเรื่องของยอดขายในอนาคต ด้วยหวังว่าอนิสงค์ของผู้พี่จะทำให้ผู้น้องนั้นโด่งดังตามไปด้วย แต่ที่ผ่านมานั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่ค่ายมิตซูบิชิยังแก้ไม่จบ ยังตามหลอกหลอนคนที่ใช้มิตซูฯอยู่ทำให้คนที่คิดจะซื้อใหม่ต้องผงะถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศูนย์บริการที่น้อยและอะไหล่ที่ค่อนข้างแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ หนักกว่านั้นคือเรื่องของราคาขายต่อ ค่อนข้างเป็นรองรถคู่แข่งระดับเดียวกันชัดเจน ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วตัวรถถือว่ามีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี สมรรถนะ ความปลอดภัย รวมถึงประโยชน์ใช้สอย แต่ทว่ายังไม่สามารถเอาชนะใจคนใช้รถส่วนใหญ่ได้ เพราะในกลุ่มรถ PPV ด้วยกันนั้นมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งด้วยกันหลายคันแต่ทว่าผู้ที่โกยอันดับหนึ่งนั้นทิ้งห่างอันดับสองและสามแบบไม่เห็นฝุ่น ลองไปเช็คจากยอดจดทะเบียนในปีที่ผ่านๆ มาได้เลย
อะไรที่ทำให้ปาเจโร่ สปอร์ตสามารถเอาชนะใจคนใช้รถได้มีหลายเหตุผลด้วยกัน ตัวรถนั้นมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลพร้อมระบบไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.5 ลิตร และ 3.2 ลิตร ตั้งราคาขายเริ่มต้นเมื่อเปิดตัวครั้งแรกอยู่ที่ 950,000 บาท ถึง 1,240,000 บาท ด้วยจุดขายในเรื่องของความหลากหลายและราคาที่คุ้มค่ากว่า มีส่วนช่วยให้การทำตลาดนั้นสามารถดึงความสนใจจากกลุ่มลูกค้าได้มากทีเดียว การพัฒนาขึ้นให้มีความคุ้มค่าอย่างรถเอสยูวีที่มีทั้งความหรูหรา สะดวกสบายในการขับขี่ ความอเนกประสงค์ ความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องความกว้าวขวางภายในห้องโดยสารที่เหนือกว่าเพื่อน นับตั้งแต่เปิดตัวปาเจโร่ สปอร์ตมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับฟอร์จูนเนอร์และมิว เซเว่น แม้ว่าผู้ที่คิดจะซื้อมีความเอนเอียงไปทางปาเจโร่ สปอร์ตค่อนข้างมาก แต่ท้ายที่สุดตัวเลือกกับตกไปอยู่กับฟอร์จูนเนอร์ไม่ก็มิว เซเว่น นั่นเพราะว่าเรื่องการบริการหลังการขายนั้นสำคัญมาก เราจะเห็นว่าศูนย์บริการของมิตซูบิชิน้อยกว่ามาก และค่าใช้จ่ายในการเข้าเซอร์วิสก็ค่อนข้างสูง หนำซ้ำคนที่ใช้รถลักษณะนี้มักจะใช้รถเฉลี่ยราวๆ 5 ปีแล้วเปลี่ยน เมื่อถึงเวลานั้นค่าตัวมันหดหายไปมาก แม้จะมีความน่าใช้แต่พอเจอเรื่องนี้เข้าไปก็ทำให้คนเปลี่ยนใจเอาง่ายๆ เหมือนกัน เพราะค่าตัวที่เหลือยิ่งมีมากก็ทำให้ซื้อคันใหม่ด้วยเงินที่น้อยลง ในรุ่นแรกของปาเจโร่ สปอร์ตนั้นมาพร้อมความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่ปราดเปรียวพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์ สปอร์ตสามารถสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตและรสนิยมของของผู้ขับขี่แม้แต่การใช้งานในเมืองได้เป็นอย่างดี ด้วยความหรูหราและทันสมัยของรถ SUV แบบห้าประตู 7 ที่นั่ง การออกแบบที่ลงตัวด้วยสัดส่วนที่ดูคล่องแคล่วและด้านท้ายที่โดดเด่นแบบรถ SUV หรู รวมไปถึงพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางให้ความรู้สึกสะดวกสบาย ห้องโดยสารที่เงียบที่สุดในรถระดับเดียวกัน ในขณะที่เบาะคนขับสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง พร้อมติดตั้งระบบความบันเทิงครบครัน จึงรับประกันได้ถึงความสะดวกสบายและสนุกในการขับขี่ไม่เฉพาะสำหรับคนขับแต่ยังรวมไปถึงผู้โดยสารอีกด้วย เบาะนั่งจัดวางแบบ 2+3+2 รวมเจ็ดที่นั่ง ให้ความสะดวกสบายครอบคลุมทุกตำแหน่ง เบาะแถวที่สองแบ่งการใช้งานแบบ 60/40 สามารถพับเก็บหรือเลื่อนได้อย่างงายดาย ช่วยให้การขึ้นลงของผู้โดยสารแถวที่สามสะดวกสบายยิ่งขึ้น ในส่วนห้องโดยสารด้านหลังเพิ่มระบบปรับอากาศแบบแบกส่วนเพื่อกระจายความเย็นให้ทั่วถึง ตลอดการเดินทางจึงเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน
ส่วนเครื่องยนต์มีให้เลือกสองแบบสองสไตล์ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างออกไป รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.5 ลิตร ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเน้นในเรื่องของสมรรถนะจึงเลือกใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3.2 ลิตร ที่เหมาะกับการใช้งานมากกว่า จุดเด่นอีกประการคือเรื่องของโครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันไดใหม่ ให้ความแข็งแกร่งทนทานในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถมิตซูบิชิ ปาเจโร เอสยูวี ระดับหรู พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II และ Sportronic และด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร ทำให้มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องสมรรถนะแบบออฟโรดรวมไปถึงกำลังขับเคลื่อนที่สมบูรณ์ การไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้มีความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเครื่องยนต์อย่างชัดเจน โดยโล๊ะเครื่อง 3.2 ลิตรในตลาดบ้านเราแล้วใช้เครื่อง 2.5 ลิตรตัวเดิม แล้วยัดเทอร์โบแบบแปรผันหรือที่เรียกว่า VG Turbo เข้าไปแทนที่ ทำให้เครื่อง 2.5 ตัวนี้มีแรงม้าถึง 178 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที มีแรงบิด 350 นิวตัน เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที เทียบกับเครื่อง 3.2 ลิตรตัวเก่ามีแรงม้า 165 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที มีแรงบิด 351 นิวตัน เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ถ้าดูตามตัวเลขแล้วเครื่อง 2.5 ใหม่ตัวนี้แรงกว่าและแรงบิดไม่ได้แตกต่างกันเลย แถมมาในรอบต่ำกว่าคือ 1,800 รอบต่อนาที และคงที่ไปจนถึง 3,500 รอบต่อนาที แรงและแรงบิดเยอะสำหรับเครื่อง 2.5 VG Turbo ตัวนี้ แต่นั่นมันเป็นรถบนหน้ากระดาษและแค่ตัวเลขที่ดูดีกว่า ความรู้สึกแรกก่อนได้สัมผัสตื่นตาตื่นใจมากเพราะแรงม้ากับแรงบิดมันเย้ายวนเสียเหลือเกิน แถมในรุ่นปาเจโร่ สปอร์ต ให้เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีดมาด้วย บนทางราบนั้นการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้ความรู้สึกดีทีเดียว แต่พอขับในสภาพเส้นที่มีแยกเยอะๆ ทำให้เริ่มรู้สึกว่า เมื่อรอบเครื่องยนต์อยู่ในช่วง 1,500-2,000 รอบต่อนาทีนั้น มีความรู้สึกว่ากำลังของเครื่องยนต์ยังมาไม่เต็มที่มีอาการรอรอบชัดเจน ซึ่งไม่น่าเกิดกับเครื่องยนต์ที่ใช้เทอร์โบแบบแปรผัน แต่เมื่อรอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบไปแล้วรู้สึกว่าแรงบิดเริ่มติดเท้าชัดมากขึ้นเรื่อยๆ แรกๆ ไม่รู้สึกอะไรนักแต่เมื่อขับขี่บนทางลาดชัดจะรู้สึกได้ชัดเจนว่ากำลังเครื่องยนต์ไม่ค่อยมีความต่อเนื่องนัก ต้องพยายามเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ไม่ให้ต่ำกว่า 2,000 รอบต่อนาที ไม่อย่างนั้นกำลังจะตกขาดความต่อเนื่องในการขับขี่ ทำให้ต้องมีการเชนจ์เกียร์ช่วยโดยตลอด ถ้าเทียบกับรุ่น 3.2 ที่ผ่านมาจะรู้สึกได้ชัดเจนว่าเส้นทางบางรูปแบบไม่ต้องเชนจ์หรือเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำเลย แค่เติมคันเร่งเล็กน้อยก็สามารถรักษาความเร็วไว้ได้ แต่คราวนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นต้องคอยเชนจ์เกียร์ช่วยตลอด แม้ว่าเกียร์ลูกใหม่จะให้มา 5 สปีดแล้วก็ตามที ถ้าเป็นเส้นทางออฟโร้ดการควบคุมคันเร่งเพื่อรักษาแรงบิดเอาไว้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้รอบสูงกว่าส่งผลให้การบังคับควบคุมเป็นไปได้ยากกว่า แต่ก็ยังดีที่ได้เกียร์แบบ 5 สปีดมาช่วยได้อีกหน่อยเพราะแทนที่จะต้องเร่งรอบเยอะก็เปลี่ยนลงเกียร์ต่ำช่วยได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงจะดูน่าสนใจมากก็ตามที แต่มันเป็นความน่าตื่นตาเพียงตัวเลข พอเอาเข้าจริงความทรงจำที่มีกับโหยหาเครื่อง 3.2 ลิตรตัวเดิมมากกว่า อยากจะบอกว่าถ้าจะเอา VG Turbo มาใช้ทำไมไม่ยกมาใส่กับตัว 3.2 ลิตรไปเลย ทั้งๆ ที่มีผลิตเผื่อส่งขายอยู่แล้ว นั่นจะทำให้เครื่อง 3.2 ลิตรตัวเดิมมีกำลังถึง 200 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 441 นิวตันเมตร และนั่นคือจุดขายที่จะทำให้ปาเจโร่ สปอร์ตคันนี้มียอดขายขยับขึ้นมาอย่างน่าตกใจเลยทีเดียว ไหนๆ จะเดินเกมส์รุกทั้งที ทำไมไม่รุกฆาตให้คู่แข่งต้องตลึงไปเลย....
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 02 สิงหาคม 2011 เวลา 18:27 น. |




