| CHEVROLET CODE 130 R&TRU140S |
|
|
|
| newcomer |
| วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2012 เวลา 13:35 น. |
|
เชฟโรเลต เปิดตัวรถสปอร์ตต้นแบบ 2 รุ่น ที่งานดีทรอยท์ ออโต้ โชว์ 2012 มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ร่วมแบ่งปันความคิดในการพัฒนายานยนต์ที่พวกเขาสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาได้ รถสปอร์ตต้นแบบของเชฟโรเลตคันแรกคือ โค๊ด 130อาร์ (Code 130R) ตัวถังเป็นแบบคูเป้ 4 ที่นั่ง พร้อมเส้นสายที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม ร้อนแรงด้วยสีแดงเมทัลลิก ตัดกับล้ออัลลอยสีทองชุบผิวป้องกันรอยขีดข่วน ดีไซน์ภายนอกของโค๊ด 130อาร์ ดุดันที่กระจังหน้าสองชั้นดูอัลพอร์ท ด้านข้างเน้นกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ตด้วยการประดับสัญลักษณ์ธงตราหมากรุกไขว้ เอกลักษณ์ของเชฟวี่
นักพัฒนา โค๊ด 130อาร์ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ถ่ายกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ทำงานร่วมกับระบบอีแอซซิสต์ (eAssist technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไฮบริดที่จะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถหยุด ชาร์จกำลังไฟขณะเบรก และให้อัตราเร่งที่นุ่มนวล ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนารถสปอร์ตที่รักษาสมดุลระหว่างพละกำลังของเครื่องยนต์เทอร์โบ และอัตราความประหยัดเชื้อเพลิง
ขณะที่รถต้นแบบอีกหนึ่งรุ่น คือ ทรู 140เอส (Tru 140S) เป็นรถสปอร์ต 4 ที่นั่งขับเคลื่อนล้อหน้า ตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก ออกแบบด้วยแนวคิด “ซูเปอร์คาร์ที่จับต้องได้” ภายนอกใช้สีขาว พร้อมล้ออัลลอยโครเมียมที่ประทับตราธงไขว้ของเชฟโรเลตที่ดุมล้อ ดีไซน์ของทรู 140เอส เน้นให้เห็นถึงความเชื่อมั่น หรูหรา รวดเร็ว และตื่นตาตื่นใจ ได้รับการพัฒนาบนแพลทฟอร์มเดียวกันกับเชฟโรเลต ครูซ และเชฟโรเลต โวลต์ รถพลังงานไฟฟ้าล้ำอนาคต
นักออกแบบของทรู 140เอส ต้องการแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถระดับพรีเมียมเท่านั้น ทั้งระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น และเทคโนโลยีหยุด-สตาร์ทการทำงานของเครื่องยนต์ขณะขับขี่ ระบบเผาไหม้ที่สมดุล และระบบพลังงานไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ให้ความคุ้มค่าสูงสุด
รถต้นแบบทั้งสองรุ่น อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นรถที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ สมรรถนะแบบรถสปอร์ตคูเป้ที่รองรับการใช้งานแบบรถซีดาน พร้อมเบาะ 4 ที่นั่ง หน้าจอดิสเพลย์ ทำงานร่วมกับเชฟโรเลต มายลิงค์ (MyLink) ระบบเชื่อมต่ออินโฟนเทนเมนท์ เข้ากับสมาร์ทโฟน
ทำให้การใช้งานสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ความประหยัดระดับ 17 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ อีโคเทค 1.4 ลิตร 150 แรงม้า มีราคาต่ำกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 600,000 บาท)
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 14:29 น. |







