Honda เดิมพันครั้งใหม่ เพิ่มน้ำหนัก Hybrid ลดบทบาท EV รีเซ็ตธุรกิจรถยนต์ครั้งใหญ่ตั้งเป้ากำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ภายในปี 2029

หลังจากอุตสาหกรรมรถยนต์โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มชะลอตัว ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน Honda ประกาศแผนฟื้นฟูธุรกิจรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โทชิฮิโระ มิเบะ (Toshihiro Mibe) ประธานและ CEO ของ Honda เปิดเผยว่า บริษัทจะใช้เวลา 3 ปีข้างหน้า ปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ Honda กลับมามีความสามารถในการแข่งขัน และตั้งเป้าสร้างกำไรจากการดำเนินงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณ 2029 ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Hybrid กลายเป็นพระเอกของยุคใหม่
หนึ่งในสาระสำคัญที่สุดของการประกาศครั้งนี้ คือ Honda ยอมรับอย่างชัดเจนว่า“ตลาด Hybrid กำลังเติบโตเร็วกว่าที่คาด” ดังนั้นบริษัทจะโยกงบประมาณ วิศวกร และกำลังการผลิตจำนวนมาก จากโครงการ EV ไปสู่การพัฒนา Hybrid รุ่นใหม่ ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป Honda จะทยอยเปิดตัวรถ Hybrid เจเนอเรชันใหม่ทั่วโลกถึง 15 รุ่น โดยเฉพาะตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ บริษัทเตรียมเปิดตัวรถ Hybrid ขนาดใหญ่ระดับ D-Segment ขึ้นไปภายในปี 2029
Hybrid ใหม่ ไม่ใช่แค่ประหยัดกว่าเดิม
Honda เปิดเผยว่า ระบบ Hybrid รุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาใหม่แทบทั้งหมด
ประกอบด้วย
-ระบบ Hybrid เจเนอเรชันใหม่
-แพลตฟอร์มใหม่
-ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า (Electric AWD)
-ระบบช่วยขับ ADAS รุ่นใหม่

เป้าหมายคือ
ลดต้นทุนระบบ Hybrid ลงกว่า 30% เพิ่มความประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า 10% ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ตามเอกลักษณ์ “Honda Driving Pleasure” Honda ยังยืนยันว่า ระบบ ADAS รุ่นใหม่จะเริ่มใช้งานจริงในปี 2028 และทยอยติดตั้งในรถมากกว่า 15 รุ่น
โรงงาน EV ถูกปรับมาผลิต Hybrid
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ Honda เริ่มปรับสายการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโรงงานในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมเตรียมรองรับ EV จะถูกปรับให้สามารถผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและ Hybrid ได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตแบตเตอรี่ร่วมกับ LG Energy Solution ก็จะปรับสายการผลิตบางส่วนจากแบตเตอรี่ EV ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับ Hybrid แทน การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน และลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และจีน คือ 3 สนามรบหลัก Honda ประกาศชัดว่า จะทุ่มทรัพยากรไปยัง 3 ตลาดยุทธศาสตร์

ญี่ปุ่น
เปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028
เปิดตัว Vezel Hybrid รุ่นใหม่
เพิ่มรุ่น Sport Line และ Trail Line
ตั้งเป้ากลับมาสร้างการเติบโตในประเทศ
อินเดีย
Honda มองว่า อินเดียคือโอกาสเติบโตระยะยาว บริษัทจะพัฒนารถที่ออกแบบเฉพาะสำหรับตลาดอินเดีย ทั้งรถขนาดไม่เกิน 4 เมตร และรถขนาดกลาง พร้อมใช้ฐานลูกค้ามอเตอร์ไซค์กว่า 6 ล้านคันต่อปี เป็นฐานเปลี่ยนลูกค้าเข้าสู่ตลาดรถยนต์

จีน
Honda ยอมรับโดยตรงว่า บริษัทจำเป็นต้องเรียนรู้ “ความเร็ว” ของผู้ผลิตจีน จึงจะเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจีน รวมถึงใช้แพลตฟอร์มจากพันธมิตรจีนในการพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
ลดต้นทุนด้วย AI
Honda วางแผนลด ต้นทุนการพัฒนา ระยะเวลาพัฒนา ภาระงานของวิศวกร ลงครึ่งหนึ่ง ผ่านการใช้ AI และ Digital Engineering บริษัทเรียกแนวคิดนี้ว่าTriple Half ซึ่งเป็นการยกเครื่องกระบวนการพัฒนารถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดของ Honda

EV ยังไม่ถูกทิ้ง…แต่ไม่รีบ
แม้ Honda จะลดการลงทุนด้าน EV ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัทไม่ได้ยกเลิกแผน EV Honda ยืนยันว่าจะยังเดินหน้าพัฒนา แพลตฟอร์ม EV รุ่นใหม่ ระบบปฏิบัติการ ASIMO OS ซอฟต์แวร์รถยนต์ แบตเตอรี่ Solid-State เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อความต้องการ EV กลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม โครงการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV ครบวงจรในแคนาดาถูก “ระงับแบบไม่มีกำหนด” สะท้อนว่าบริษัทเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
มอเตอร์ไซค์ ยังเป็นเสาหลักของ Honda
Honda คาดว่าตลาดรถจักรยานยนต์โลกจะขยายตัวสู่ 60 ล้านคันต่อปีภายในปี 2030 อินเดียจะยังเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สุด โดยกำลังการผลิตจะเพิ่มจาก 6.25 ล้านคัน เป็นประมาณ 8 ล้านคันต่อปี พร้อมใช้เป็นฐานส่งออกไปยังอาเซียน ละตินอเมริกา และตลาดโลก

มุมมองจากเรา นี่คือ “Honda เวอร์ชันใหม่”
หลายปีที่ผ่านมา Honda ถูกมองว่าเดินเกม EV ค่อนข้างระมัดระวังเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลายราย แต่การประกาศครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทไม่ได้เลือกเดินตามกระแส หากเลือกปรับกลยุทธ์ตามความเป็นจริงของตลาด Honda มองว่า Hybrid คือเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ EV ยังต้องรอจังหวะที่ทั้งต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการของตลาดสอดคล้องกันมากกว่านี้
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ Honda ยอมรับบทเรียนจากการแข่งขันกับผู้ผลิตจีน ด้วยการเปิดกว้างต่อการใช้แพลตฟอร์ม ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีจากพันธมิตรภายนอก มากกว่าการพัฒนาทุกอย่างเองเหมือนในอดีต กล่าวอีกนัยหนึ่ง Honda กำลังเปลี่ยนจากบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย “วิศวกรรมเป็นศูนย์กลาง” ไปสู่บริษัทที่ให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพทางธุรกิจ” มากขึ้น หากแผนทั้งหมดเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ปี 2029 อาจไม่ใช่เพียงปีที่ Honda ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Honda ยุคใหม่ ที่สามารถแข่งขันได้ทั้งกับผู้ผลิตดั้งเดิมและผู้เล่นรายใหม่จากจีนในเวลาเดียวกัน.
เครดิตภาพข้อมูลจาก https://global.honda/en/










