NISSAN พลิกกลับมากำไร แต่กลับแพ้สงครามที่สำคัญที่สุด

เมื่อผลประกอบการที่ฟื้นตัว กลับสะท้อนว่า “จีน” ยังคือบททดสอบที่ยากที่สุดของผู้ผลิตรถยนต์โลก

หลังจากเผชิญแรงกดดันอย่างหนักตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด Nissan Motor ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 พร้อมตัวเลขที่หลายคนอาจมองว่าเป็น “สัญญาณแห่งการฟื้นตัว” กำไรจากการดำเนินงานกลับมาเป็นบวกที่ 77,900 ล้านเยน พลิกจากการขาดทุน 79,100 ล้านเยน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือดีขึ้นถึง 157,000 ล้านเยน ขณะที่กำไรสุทธิก็กลับมาเป็นบวกเช่นกัน สำหรับผู้ถือหุ้น ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นข่าวดี แต่หากมองลึกลงไป ตัวเลขอีกชุดหนึ่งกลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไป

Nissan ตัดสินใจ ปรับลดเป้ายอดขายรถยนต์ทั่วโลกจาก 3.30 ล้านคัน เหลือ 3.15 ล้านคัน แม้ว่าจะยังคงเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานทั้งปีไว้ที่ 200,000 ล้านเยน คำถามจึงเกิดขึ้นทันที หากบริษัทกำลังฟื้นตัว แล้วเหตุใดจึงต้องลดเป้ายอดขาย คำตอบอยู่ที่ “จีน”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนเคยเป็นตลาดที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก แต่วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ภายในประเทศจีนรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติแทบทุกแบรนด์ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก Nissan ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สภาพตลาดจีนที่ยากกว่าคาด คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องปรับลดเป้ายอดขายทั่วโลก แม้ว่าตลาดอื่นจะมีแนวโน้มดีขึ้นก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพของตลาดหลักกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยยอดขายปลีกเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และยอดขายในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อน สะท้อนว่าแผน “Built in the U.S. for the U.S.” เริ่มสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณบวกจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดย Nissan Kicks และ Nissan Elgrand ใหม่ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเกินความคาดหมาย เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ยังมาจากแผนฟื้นฟูองค์กร “Re:Nissan” ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถลดต้นทุนได้ถึง 60,000 ล้านเยน ภายในไตรมาสแรก ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการผลิต การจัดซื้อ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ทั้งหมดนี้ทำให้ Nissan สามารถรักษาเป้ากำไรทั้งปีไว้ได้ แม้จะยอมรับว่าปริมาณการขายอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ข่าวผลประกอบการครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของ Nissan แต่มันสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกได้อย่างชัดเจน ในอดีต หากตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรปชะลอตัว ผู้ผลิตรถยนต์ยังสามารถพึ่งพาการเติบโตจากจีนได้ แต่วันนี้ สมการนั้นเปลี่ยนไปแล้ว จีนไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก” อีกต่อไป หากแต่เป็นตลาดที่มีอิทธิพลมากพอจะกำหนดทิศทางผลประกอบการของผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก

แม้ Nissan จะสามารถพลิกกลับมามีกำไร ลดต้นทุนได้ตามแผน และรักษาเป้ากำไรทั้งปีไว้ได้ แต่บริษัทก็ยังต้องลดเป้ายอดขาย เพราะแรงกดดันจากตลาดจีนเพียงตลาดเดียว นี่คือภาพสะท้อนว่า “ศูนย์กลางอำนาจ” ของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ในอนาคต ความสำเร็จของผู้ผลิตรถยนต์อาจไม่ได้วัดจากการขายรถได้ดีในยุโรปหรือสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแต่จะขึ้นอยู่กับคำถามที่ยากกว่าเดิม…

พวกเขาจะสามารถแข่งขันในตลาดจีนได้หรือไม่

และคำตอบของคำถามนี้ อาจเป็นตัวกำหนดผู้ชนะและผู้แพ้ของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกในทศวรรษหน้า แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกของ Nissan จะส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้ง “ความสำเร็จของแผนฟื้นฟู” และ “ความท้าทายที่บริษัทยังต้องเผชิญ” โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดจีน นี่คือ 5 ตัวเลขสำคัญที่ช่วยอธิบายภาพรวมของ Nissan ได้ชัดเจนที่สุด

+157,000 ล้านเยน

กำไรจากการดำเนินงานพลิกจากขาดทุนในปีก่อน กลับมาเป็นกำไร 77,900 ล้านเยน สะท้อนว่าการบริหารต้นทุนและการดำเนินธุรกิจเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

60,000 ล้านเยน

มูลค่าการลดต้นทุนที่ทำได้ในไตรมาสแรก ภายใต้แผนฟื้นฟู Re:Nissan ครอบคลุมการผลิต การจัดซื้อ และการวิจัยพัฒนา

3.30 → 3.15 ล้านคัน

แม้ผลกำไรจะดีขึ้น แต่ Nissan ยังต้องปรับลดเป้ายอดขายรถยนต์ทั่วโลก เนื่องจากตลาดจีนยังอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้

+10%

ยอดขายในสหรัฐอเมริกาเติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าตลาดอเมริกายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัท

16 เดือน

ยอดขายปลีกในสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของ Nissan ในตลาดอเมริกาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่อง

หลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์แข่งขันกันด้วยคุณภาพสินค้า เทคโนโลยี และกำลังการผลิต แต่วันนี้ สิ่งที่ตัดสินชัยชนะ อาจไม่ใช่การสร้างรถที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว หากเป็นความสามารถในการอยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนเร็วที่สุดของโลก และตลาดนั้น…คือประเทศจีน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผลประกอบการของ Nissan ในไตรมาสนี้ ไม่ใช่แค่ข่าวของบริษัทหนึ่งบริษัท แต่มันคือ “ภาพย่อ” ของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกในปี 2026

NISSAN MOTOR Q1 2026 FINANCIAL RESULTS GALLERY