Mazda ซุ่มพัฒนาสปอร์ตคาร์เครื่องยนต์จุดระเบิดเผาไหม้ด้วยอากาศและเชื้อเพลิงน้ำมันเบนซินรุ่นใหม่ตามความเชื่อและความรักของพวกเขา ล่าสุดมาสด้าเผยสิทธิบัตรโครงสร้างสุดล้ำบนแพลตฟอร์มโรดสเตอร์ที่พวกเขาถนัด พร้อมประตู Butterfly Door สิ่งนี้ทำให้แฟนมาสด้าทั่วโลกลุ้นรอวันให้มันเกิดขึ้นจริงเป็น Roadster รุ่นใหม่ หรือ Iconic SP เวอร์ชันผลิตจริง
![]()
แม้โลกยานยนต์จะกำลังเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า แต่ Mazda ยังไม่ละทิ้งความหลงใหลใน “รถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาป” ล่าสุดเอกสารสิทธิบัตรที่ยื่นต่อสำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา (USPTO) ได้เผยให้เห็นโครงสร้างของ รถสปอร์ตเครื่องยนต์เบนซิน วางเครื่องด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง (FR) รุ่นใหม่ พร้อมรายละเอียดทางวิศวกรรมที่สร้างความฮือฮา เพราะมีการใช้ ประตูแบบ Butterfly Door หรือประตูเปิดยกขึ้นคล้ายซูเปอร์คาร์ แม้สิทธิบัตรจะไม่ได้ยืนยันว่ารถรุ่นนี้จะเข้าสู่สายการผลิตจริง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญในวงการว่า Mazda กำลังพัฒนา Mazda Roadster (MX-5) เจเนอเรชันใหม่ รหัส NE ซึ่งอาจเป็น Roadster เครื่องยนต์เบนซินรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ หรืออาจเป็น Mazda Iconic SP รถต้นแบบที่เปิดตัวในงาน Japan Mobility Show 2023 ซึ่งกำลังถูกพัฒนาเป็นรถโปรดักชัน ไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบใด สิทธิบัตรฉบับนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า Mazda ยังคงลงทุนกับเทคโนโลยีรถสปอร์ตอย่างจริงจัง
![]()
ประตู Butterfly ไม่ได้มีไว้เพื่อความเท่…แต่เพื่อสมรรถนะ
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุด คือการเลือกใช้ Butterfly Door หลายคนอาจคิดว่าเป็นแฟชั่นทางวิศวกรรมหรือลูกเล่นเพื่อความสวยงามเหมือนซูเปอร์คาร์ แต่ความจริงแล้ว Mazda ระบุเหตุผลไว้ชัดเจนในแนวคิดการออกแบบ สำหรับรถสปอร์ตโรดสเตอร์โดยบุคลิกแล้ว แรงกระแทกและแรงบิดจากช่วงล่างด้านหน้าจะถูกส่งเข้าสู่เสา A ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของตัวถัง วิศวกร Mazda จึงพยายามขยับตำแหน่งเสา A ให้เข้าใกล้ล้อหน้ามากขึ้น พร้อมปรับมุมเสาให้เอียงประมาณ 45 องศา เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง
ผลลัพธ์คือ…
ประตูแบบธรรมดาจะชนกับซุ้มล้อและบังโคลนหน้า จึงจำเป็นต้องใช้ประตูเปิดยกขึ้นแทน กล่าวอีกนัยหนึ่ง Butterfly Door ในสิทธิบัตรฉบับนี้เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบทางวิศวกรรมไม่ใช่เพื่อสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว
![]()
สิทธิบัตรใหม่ เพิ่มความแข็งแรงโดยไม่เพิ่มน้ำหนัก
ปรัชญาของ Mazda คือ รถที่เบา คือรถที่ขับสนุก ดังนั้น การเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังจึงต้องไม่แลกกับน้ำหนักที่มากขึ้น Mazda จึงคิดค้นระบบใหม่ 2 ชิ้นสำคัญ
Bracing Rein เป็นชิ้นส่วนเสริมความแข็งแรงที่เชื่อมจุดยึดโช้กอัพเข้ากับเสา A โดยตรง หน้าที่คือส่งแรงจากช่วงล่างเข้าสู่โครงสร้างหลักด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด ลดการบิดตัวของตัวถัง และช่วยให้พวงมาลัยตอบสนองแม่นยำขึ้น โดยแทบไม่เพิ่มน้ำหนัก
Apron Frame แทนที่จะใช้คานค้ำโช้กแบบท่อเหล็กทั่วไป Mazda เลือกใช้โครงสร้างโลหะปั๊มขึ้นรูปที่เชื่อมต่อด้านหน้ารถกับผนังกั้นห้องเครื่องเป็นชิ้นเดียว
![]()
ข้อดีคือ
ลดการบิดตัวของด้านหน้ารถเพิ่มความแข็งแรงน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างเดิม ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวคิด Jinba Ittai (人馬一体) หรือ “คนกับรถเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Roadster มาตลอดหลายทศวรรษ
ปลอดภัยขึ้น แม้จะเป็นรถเปิดประทุน
สิทธิบัตรอีกฉบับยังเผยให้เห็นโครงสร้างนิรภัยแบบใหม่ Mazda ออกแบบเส้นทางการกระจายแรงชนให้ส่งผ่านไปยัง ผนังกั้นห้องเครื่อง คานข้างตัวรถ โครงสร้างด้านท้าย ทำให้รถเปิดประทุนที่มีน้ำหนักเบา สามารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุคใหม่ได้โดยไม่ต้องเพิ่มโครงสร้างหนักเกินความจำเป็น
![]()
Roadster รุ่นใหม่ หรือ Iconic SP
จนถึงขณะนี้ Mazda ยังไม่ได้เปิดเผยว่ารถในสิทธิบัตรคือรุ่นใด แต่ในวงการยานยนต์มีการวิเคราะห์ไว้ 2 แนวทางหลัก แนวทางแรก คือ Roadster เจเนอเรชันใหม่ (NE) ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน วางหน้า ขับหลัง และอาจเป็น Roadster เครื่องยนต์สันดาปรุ่นสุดท้าย อีกแนวทางคือ การนำเทคโนโลยีโครงสร้างนี้ไปใช้กับ Iconic SP รถต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อปี 2023 ซึ่งใช้ระบบ Rotary EV และอาจกลายเป็นรถสปอร์ตระดับสูงกว่าตระกูล Roadster
![]()
มุมมองของเรา
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในข่าวนี้ ไม่ใช่ประตู Butterfly Door แต่คือแนวคิดของ Mazda ที่ยังคงเดินสวนกระแสอุตสาหกรรม ในขณะที่ผู้ผลิตหลายรายกำลังแข่งขันกันด้านกำลังมอเตอร์ แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ Mazda กลับเลือกลงทุนกับ “วิศวกรรมตัวถัง” เพื่อให้รถมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่ดีที่สุด หากสิทธิบัตรเหล่านี้ถูกนำไปผลิตจริง ก็มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจได้เห็น Roadster รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว MX-5 หรืออาจเป็นการถือกำเนิดของรถสปอร์ตเรือธงรุ่นใหม่ที่สืบทอดแนวคิดจาก Iconic SP ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ Mazda ยังเชื่อว่า “ความสนุกในการขับขี่” ยังคงมีคุณค่า แม้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบก็ตาม










