เมื่อรถยนต์ถูกวัดด้วยสมาร์ตโฟน Mazda จะยังขายความรู้สึกในการขับขี่ได้อีกหรือ

ราวกับพล็ตเรื่องภาพยนต์ไซไฟ…เมื่อMazda คิดสร้าง รถยยนต์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่รถที่ฉลาด แต่เป็นรถที่เข้าใจมนุษย์ จากแรงม้า สู่ชิปประมวลผล จากเครื่องยนต์ สู่ซอฟต์แวร์ จากการซื้อรถหนึ่งครั้ง สู่รถที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดอายุการใช้งาน ลองนึกภาพการซื้อรถยนต์เมื่อ 20 ปีก่อน สิ่งที่เราถามเซลส์อาจเป็น

เครื่องยนต์กี่แรงม้า?
0–100 กม./ชม. กี่วินาที?
กินน้ำมันเท่าไร?
ช่วงล่างเป็นอย่างไร?
เกียร์กี่สปีด?
แต่วันนี้คำถามกำลังเปลี่ยนไปเป็น
หน้าจอกี่นิ้ว? ชิปอะไร?
รองรับ OTA หรือไม่?
ระบบ AI ทำอะไรได้บ้าง?
มี Google Built-in หรือไม่?
ระบบช่วยขับฉลาดแค่ไหน?

และที่สำคัญที่สุด อีกสามปีข้างหน้า รถคันนี้จะยัง “ทันสมัย” อยู่หรือไม่?นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์และมันอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดของ Mazda รถยนต์กำลังกลายเป็น“อุปกรณ์ดิจิทัล” เฉกเช่นสมาร์ตโฟนเปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคไปอย่างเงียบ ๆเราเคยซื้อโทรศัพท์แล้วใช้งานแบบเดิมไปหลายปีแต่วันนี้เราคุ้นเคยกับการที่อุปกรณ์ของเรา ได้รับการอัปเดต เพิ่มความสามารถ เรียนรู้พฤติกรรมของเรา เชื่อมต่อกับ Cloud และบางครั้งโทรศัพท์เครื่องเดิมสามารถทำสิ่งใหม่ได้โดยที่เราไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ นี่คือมาตรฐานใหม่ที่กำลังถูกนำเข้าสู่รถยนต์

Mazda เองกำลังตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน ในเอกสารทางเทคนิคปี 2026 Mazda ระบุว่า New Generation Mazda Connect ถูกพัฒนาขึ้นโดยนำแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นและการพัฒนาแบบเดียวกับสมาร์ตโฟนเข้าสู่รถยนต์ รองรับ Cloud Connectivity, OTA Updates และ AI-driven Personalization รวมถึง Google Built-in และการพัฒนา GUI ด้วย Unity นี่ไม่ใช่เรื่องของ “จอใหญ่ขึ้น” แต่มันกำลังเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างรถยนต์ เมื่อรถไม่ได้ “เสร็จ” ในวันที่ออกจากโรงงาน ในโลกของรถยนต์แบบดั้งเดิม วันที่รถออกจากสายการผลิต แทบจะหมายความว่ารถคันนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ในโลกของ Software-defined Vehicle แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนไป รถอาจออกจากโรงงานวันนี้ แต่ความสามารถของรถสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวันพรุ่งนี้ ระบบสามารถได้รับการอัปเดต ฟังก์ชันใหม่สามารถถูกเพิ่มเข้ามา ระบบช่วยขับสามารถพัฒนา Interface สามารถเปลี่ยนและบริการดิจิทัลสามารถเพิ่มขึ้นตามเวลา

Mazda กำลังเดินเข้าสู่โลกนี้เช่นกัน บริษัทระบุถึงการใช้ OTA และ “Factory OTA” เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งในกระบวนการผลิตและการพัฒนารถยนต์ ดังนั้น รถยนต์แห่งอนาคตไม่ได้ถูกขายเพียงครั้งเดียวแต่ถูก “พัฒนา” ต่อไปหลังจากที่ลูกค้าขับออกจากโชว์รูม แต่ตรงนี้เองที่ Mazda ต้องระวัง เพราะมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจมากหากรถยนต์กำลังกลายเป็นคอมพิวเตอร์ติดล้อแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้รถยนต์แตกต่างจากสมาร์ตโฟน? คำตอบอาจไม่ใช่ “เทคโนโลยี” เพราะเทคโนโลยีสามารถซื้อได้ ชิปสามารถซื้อได้ ระบบปฏิบัติการสามารถพัฒนาได้ จอสามารถซื้อได้ AI สามารถนำมาใช้ได้ และแม้แต่แพลตฟอร์มรถยนต์ก็สามารถแบ่งปันกันได้ สิ่งที่ยากกว่ามากคือ “ความรู้สึก”

สมาร์ตโฟนไม่เคยถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อถือมัน” โทรศัพท์ที่ดีอาจมีหน้าจอที่สวย ประมวลผลเร็ว กล้องดี แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน และระบบปฏิบัติการลื่นไหล แต่รถยนต์แตกต่างออกไป เพราะรถยนต์ไม่ได้เพียงแค่ “ทำงาน” ขณะที่มันทำงานมันต้องเคลื่อนที่ และมีมนุษย์อยู่ภายใน มนุษย์สัมผัสรถผ่าน พวงมาลัย เบรก คันเร่ง เบาะนั่ง การมองเห็น เสียง แรงสั่นสะเทือนการถ่ายน้ำหนัก และการตอบสนองของตัวรถ และสำคัญคือเรื่องความปลอดภัยในขณะเคลืื่อนที่ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย Specification เพียงอย่างเดียว และนี่คือพื้นที่ที่ Mazda มีประสบการณ์สะสมมานานหลายทศวรรษ

Jinba Ittai กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล สิ่งที่น่าสนใจคือ Mazda ไม่ได้มองซอฟต์แวร์ว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่รถยนต์ แต่พยายามใช้ซอฟต์แวร์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับรถยนต์ นี่ไม่ใช่เพียงคำกล่าวของเรา Mazda เองอธิบายแนวทางการพัฒนา HMI (Human-Machine Interface คือ หน้าจอหรืออุปกรณ์ที่เป็นสื่อกลางให้คนกับเครื่องจักรสามารถสื่อสารและสั่งงานกันได้) และ GUI (Graphical User Interface (อ่านว่า จียูไอ หรือ กูอี้) คือ ส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ เป็นระบบที่ช่วยให้คนเราใช้งานคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือได้ง่ายขึ้นโดยใช้ภาพ ไอคอน ปุ่ม และเมนู แทนการพิมพ์ตัวหนังสือสั่งงานทีละบรรทัด เพื่อเป็นการมุ่งลดภาระทางสายตา การเคลื่อนไหว และความสนใจของผู้ขับ พร้อมรักษาความปลอดภัยและความเป็นธรรมชาติในการควบคุมรถ

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Mazda ดึงคนจากวงการเกมและซอฟต์แวร์เข้ามาทำงานด้าน HMI โดยตรงเพราะบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่คือ จะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีดิจิทัล “หายไปจากความรู้สึกของผู้ขับ”แทนที่จะดึงความสนใจของผู้ขับออกจากถนน นี่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่บางบริษัทกำลังแข่งขันกันว่า “ใครมีหน้าจอใหญ่กว่า?” Mazda กำลังตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรให้ผู้ขับไม่ต้องสนใจหน้าจอมากเกินไป?” นี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่าง “รถที่ฉลาด” กับ “รถที่เข้าใจมนุษย์” ลองจินตนาการถึงรถสองคัน คันแรกมี AI จอขนาดใหญ่ ระบบเสียงสั่งงานด้วยธรรมชาติ แอปพลิเคชันมากมาย และชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง อีกคันหนึ่งอาจมีเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคุณจับพวงมาลัย คุณรู้ทันทีว่า คันนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง นี่คือสิ่งที่ Mazda พยายามทำให้เกิดขึ้น และนี่คือจุดที่ “Jinba Ittai” อาจไม่ได้หายไปพร้อมกับเครื่องยนต์สันดาปแต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ จาก มนุษย์ ↔ เครื่องยนต์เป็น มนุษย์ ↔ รถยนต์ ↔ ซอฟต์แวร์

แล้ว Changan เข้ามาอยู่ตรงไหน? นี่คือสิ่งที่ทำให้ EP.5 เชื่อมต่อกับ 4 ตอนก่อนหน้า ใน EP.2 เราถามว่าทำไม Mazda จึงต้องจับมือกับ Changan? EP.3 เราถามว่า Mazda กำลังซื้อเทคโนโลยี หรือกำลังซื้อเวลา? EP.4 เราถามว่า เมื่อใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน อะไรยังทำให้ Mazda เป็น Mazda? และตอนนี้ EP.5 เรากำลังถามว่า เมื่อรถยนต์กำลังกลายเป็น Software-defined Vehicle แล้ว Mazda จะรักษาตัวตนของตัวเองไว้ตรงไหน?เพราะครั้งนี้ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงใต้พื้นรถ แต่อยู่ในชิป ระบบปฏิบัติการ Cloud AI Interface และซอฟต์แวร์จำนวนมหาศาล

สิ่งที่ Mazda ต้องสร้างเอง…อาจไม่ใช่ทุกอย่าง นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจาก 4 ตอนที่ผ่านมา เราเคยพูดว่า Mazda ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มทุกอย่างเองแต่สิ่งที่ Mazda จำเป็นต้องรักษาไว้คือ วิธีที่รถตอบสนองต่อมนุษย์และในโลกใหม่ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากช่วงล่างหรือพวงมาลัยอีกต่อไปมันอาจเกิดจากคันเร่งไฟฟ้า Regenerative Braking ระบบควบคุมแรงบิด HMI เสียงเตือน การตอบสนองของหน้าจอ Voice Assistant AI และแม้แต่การตัดสินใจว่า “อะไรควรอยู่บนหน้าจอ และอะไรไม่ควรอยู่บนหน้าจอ” ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “บุคลิกของรถ” รถยนต์อาจกำลังเดินไปสู่ยุคที่ “Software” เป็นส่วนหนึ่งของ DNA ในอดีต เราอาจบอกว่า
Mazda = เครื่องยนต์
Mazda = ช่วงล่าง
Mazda = พวงมาลัย
Mazda = Jinba Ittai

แต่ในอนาคต เราอาจต้องเพิ่มอีกหนึ่งคำ Mazda = Software ที่ออกแบบรอบมนุษย์ และนี่อาจเป็นหนึ่งในตลาดการแข่งขันที่ยากที่สุดของ Mazda เพราะการสร้างเครื่องยนต์ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง แต่การสร้าง Ecosystem ทางซอฟต์แวร์ต้องการทั้ง นักพัฒนา นักออกแบบ UX/UI AI Engineer Data Scientist Cloud Engineer Cybersecurity และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี Mazda จึงกำลังเปลี่ยนวิธีสร้างรถยนต์ไปพร้อมกับการเปลี่ยนรถยนต์ของตัวเอง

บริษัทได้ตั้ง Mazda R&D Center Tokyo ที่ Azabudai Hills เป็นฐานด้านซอฟต์แวร์ โดยเริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบในปี 2025 เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับบริษัทและบุคลากรจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญ เพราะมันบอกเราว่า Mazda รู้แล้วว่าอนาคตของรถยนต์ไม่ได้อยู่ในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ Mazda ไม่ควรยอมให้หายไปคือ “Joy of Driving” เพราะถ้า Mazda เดินตามอุตสาหกรรมทุกอย่าง ทำรถให้มีจอใหญ่ที่สุด ทำ AI ให้ฉลาดที่สุด ทำระบบสั่งงานให้ซับซ้อนที่สุด และพยายามแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีในทุกสนาม Mazda อาจชนะในบางเรื่อง แต่ก็อาจสูญเสียสิ่งที่ทำให้ผู้คนเลือก Mazda ตั้งแต่แรกนั่นคือ ความรู้สึก

Mazda เองยังยืนยันว่า แม้เข้าสู่ยุคดิจิทัล บริษัทต้องการผสาน “driving pleasure” เข้ากับ digital experience และยังวาง Jinba-Ittai เป็นแกนกลางของการพัฒนา ดังนั้นโจทย์ของ Mazda จึงไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้รถฉลาดที่สุด” แต่คือ “ทำอย่างไรให้รถฉลาดขึ้น โดยที่มนุษย์ยังรู้สึกว่าเขาเป็นคนขับ”
ข้อมูลสำคัญที่คุณควรรู้
รถยนต์กำลังเปลี่ยนจาก Hardware Product → Software Platform
01 | OTA
รถยนต์สามารถได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์หลังออกจากโรงงาน ทำให้รถไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่กับ Specification ของวันที่ผลิต
02 | AI
AI กำลังเปลี่ยนรถจากเครื่องมือที่รอคำสั่งไปสู่ระบบที่สามารถเข้าใจบริบทและตอบสนองต่อผู้ใช้ได้มากขึ้น
03 | Cloud Connectivity
รถยนต์เชื่อมต่อกับบริการออนไลน์และข้อมูลแบบ Real-time มากขึ้น
04 | Personalization
รถสามารถปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน ตั้งแต่ข้อมูล การตั้งค่า ไปจนถึงรูปแบบการใช้งาน
05 | HMI / GUI
หน้าจอ เสียง การสั่งงาน และการสื่อสารระหว่างรถกับมนุษย์ กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ประสบการณ์การขับขี่” ไม่ต่างจากพวงมาลัยหรือช่วงล่างแนวทางเหล่านี้ปรากฏอยู่แล้วใน New Generation Mazda Connect ของ Mazda ทั้ง OTA, Cloud Connectivity, AI-driven Personalization, Google Built-in และการออกแบบ HMI ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

สำหรับเรา incarmagazine
บางที การแข่งขันครั้งต่อไปของอุตสาหกรรมรถยนต์ อาจไม่ได้อยู่ที่ใครสร้างรถยนต์ได้ดีที่สุดแต่อยู่ที่ใครสามารถทำให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด กลายเป็นประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับมนุษย์ Tesla อาจมีซอฟต์แวร์ บริษัทจีนอาจมีความเร็ว บริษัทเทคโนโลยีอาจมี AI ผู้ผลิตดั้งเดิมอาจมีประสบการณ์ด้านวิศวกรรม แต่ Mazda มีสิ่งหนึ่งที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ความเข้าใจเรื่อง “ความรู้สึกของคนกับรถ” แล้วภ้าคนทั่วโลกถามว่า Mazda จะสามารถนำสิ่งนั้นเข้าไปอยู่ในโลกของ Software-defined Vehicle ได้หรือไม่? เพราะในวันที่ผู้คนเริ่มถามว่า “รถคันนี้มี AI อะไร?” “ชิปแรงแค่ไหน?”“อัปเดตอะไรได้บ้าง?” Mazda อาจต้องถามกลับว่า “แล้วหลังจากคุณปิดหน้าจอ…คุณยังอยากขับมันอยู่หรือเปล่า?” และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดของ Mazda ในศตวรรษที่ 21

NEXT EPISODE THE FUTURE OF MAZDA | EP.6
เมื่อ Mazda ต้องเล่นเกมที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนกำหนดกติกา
จากญี่ปุ่น…สู่จีน
จากเครื่องยนต์…สู่ซอฟต์แวร์
จากผู้ผลิตรถยนต์…สู่โลกที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังเข้ามากำหนดอนาคตของรถยนต์ ถ้าอนาคตของรถยนต์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนสร้างรถอีกต่อไป แล้ว Mazda จะรักษาพื้นที่ของตัวเองไว้ตรงไหน?










