เมื่อหัวใจมาจากจีน แล้วอะไรที่ยังทำให้ Mazda เป็น Mazda

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นเริ่มใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน อะไรคือสิ่งที่ยังทำให้ผู้ขับรู้ทันทีว่า“นี่คือ Mazda”

รถยนต์สองคัน…ต้นกำเนิดกำลังขับเคลื่อนเดียวกัน แต่จะให้ความรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ เมื่อเราโดยสารอยู่ในรถทั้งสองคันนั้น มันจะชัดเจนขึ้นเมื่อลองจินตนาการดูว่า มีรถยนต์ไฟฟ้าสองคัน ทั้งคู่ใช้แบตเตอรี่ชุดเดียวกัน ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นเดียวกัน ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน และผลิตจากโรงงานเดียวกัน แต่เมื่อคุณนั่งหลังพวงมาลัย รถทั้งสองคันจะให้ความรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจเป็น “ใช่” แต่สำหรับวิศวกรของ Mazda คำตอบกลับตรงกันข้ามเพราะในโลกของการพัฒนารถยนต์ แพลตฟอร์มคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังมีรายละเอียดอีกนับพันจุดที่วิศวกรต้องกำหนดเพื่อสร้างบุคลิกเฉพาะของรถแต่ละแบรนด์

แพลตฟอร์ม…ไม่ใช่ตัวตนของรถยนต์

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดในยุครถยนต์ไฟฟ้า คือการเชื่อว่าใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน = รถเหมือนกันความจริงแล้ว แพลตฟอร์มเปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐาน” ของรถยนต์มันกำหนดตำแหน่งแบตเตอรี่ ระยะฐานล้อ โครงสร้างตัวถัง และตำแหน่งอุปกรณ์หลัก แต่สิ่งที่ผู้ขับสัมผัสทุกครั้งที่หมุนพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง หรือเข้าโค้ง กลับเกิดจากการปรับแต่งในรายละเอียดที่ลึกกว่านั้น พูดอีกอย่างหนึ่งคือ แพลตฟอร์มสร้างรถได้ แต่ บุคลิกของรถ ถูกสร้างโดยวิศวกร

สิ่งที่ผู้ขับสัมผัส…แต่ไม่เคยมองเห็น

หากเปิดห้องประชุมของทีมวิศวกร Mazda คุณอาจไม่เห็นการพูดคุยเฉพาะเรื่องกำลังมอเตอร์หรือความจุแบตเตอรี่แต่จะได้ยินคำถามอย่าง

-“พวงมาลัยควรตอบสนองเร็วแค่ไหน?”

-“แรงหน่วงจากระบบ Regenerative Braking ควรเป็นธรรมชาติหรือไม่?”

-“ช่วงล่างควรซับแรงสะเทือนอย่างไร จึงยังคงความมั่นใจเมื่อเข้าโค้ง?”

-“เสียงจากมอเตอร์ควรเงียบที่สุด หรือควรเหลือสัมผัสบางอย่างให้ผู้ขับรับรู้?”

คำถามเหล่านี้ดูเล็กน้อยแต่เมื่อรวมกันกลับกลายเป็นบุคลิกของรถทั้งคัน นี่คือศาสตร์ที่เรียกว่า Vehicle Tuning(การปรับจูน ปรับแต่งยานยนต์) และเป็นสิ่งที่ Mazda ลงรายละเอียดมาโดยตลอด

Jinba Ittai…ปรัชญาที่ยังเดินทางต่อ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Mazda พัฒนารถทุกคันภายใต้แนวคิด Jinba Ittai หรือ “รถกับผู้ขับเป็นหนึ่งเดียว” หลายคนเข้าใจว่าปรัชญานี้ใช้ได้เฉพาะรถสปอร์ตอย่าง MX-5 แต่ในความเป็นจริง Mazda พยายามถ่ายทอดแนวคิดเดียวกันไปยังรถทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถ SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้า เพราะสำหรับ Mazda ความสนุกในการขับขี่ไม่ได้เกิดจากเสียงเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวแต่มาจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับรถยนต์ แม้เครื่องยนต์จะเปลี่ยนเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแต่ปรัชญานี้ยังไม่เคยเปลี่ยน

KODO…เมื่อการออกแบบไม่ใช่เพียงความสวยงาม

เช่นเดียวกับงานออกแบบ หลายคนมองว่า KODO – Soul of Motion คือภาษาการออกแบบ แต่สำหรับ Mazda KODO ไม่ได้เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก มันคือการสร้าง “การเคลื่อนไหวแม้ในยามหยุดนิ่ง” เส้นสายของตัวรถ ตำแหน่งห้องโดยสาร สัดส่วนของล้อ และพื้นผิวที่สะท้อนแสง ทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อสร้างอารมณ์ก่อนที่ผู้ขับจะสตาร์ทรถเสียอีก ดังนั้น แม้แพลตฟอร์มจะใช้ร่วมกับพันธมิตร แต่สิ่งที่ผู้คนจดจำกลับยังคงเป็น “หน้าตา” และ “ความรู้สึก” แบบ Mazda

ซอฟต์แวร์อาจเหมือนกัน…แต่การปรับจูนไม่เหมือนกัน

ในยุครถยนต์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์กลายเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ แต่ซอฟต์แวร์เองก็มี “บุคลิก”ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถกำหนดได้ว่า

  • คันเร่งจะตอบสนองไวเพียงใด
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพจะเข้ามาแทรกแซงเมื่อไร
  • ระบบเบรกจะให้ความรู้สึกแบบไหน
  • การกระจายแรงบิดระหว่างล้อจะถูกควบคุมอย่างไร

ทั้งหมดนี้คือ “การปรับจูน” และนี่คือเหตุผลที่รถยนต์ซึ่งใช้ชิ้นส่วนพื้นฐานร่วมกัน ยังสามารถให้ประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

Mazda ไม่ได้แข่งขันด้วยสเปก 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็น Mazda โฆษณาว่ารถของตนมีแรงม้ามากที่สุด หรือมีหน้าจอใหญ่สุด เพราะสิ่งที่ Mazda พยายามขายมาตลอดคือ “ความรู้สึกหลังพวงมาลัย” หากสังเกตการสื่อสารของ Mazda ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทแทบไม่เคยพยายามแข่งขันด้วยตัวเลขจาก Specification เพียงอย่างเดียว Mazda ไม่ได้บอกว่า แบตเตอรี่ใหญ่ที่สุด มอเตอร์แรงที่สุด หรือชาร์จเร็วที่สุด สิ่งที่ Mazda พยายามขายมาโดยตลอด คือ “ประสบการณ์ของผู้ขับ”และนั่นอาจเป็นสิ่งที่บริษัทกำลังพยายามรักษาไว้ แม้ในวันที่โครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนไป

Platform คืออะไร

แพลตฟอร์ม คือโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ ประกอบด้วยตัวถัง โครงสร้างรับแรง ระบบไฟฟ้า และตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์หลัก แต่แพลตฟอร์มไม่ได้กำหนดบุคลิกทั้งหมดของรถ ผู้ผลิตยังสามารถพัฒนา

  • ช่วงล่าง
  • ระบบบังคับเลี้ยว
  • ระบบเบรก
  • ซอฟต์แวร์ควบคุม
  • การตอบสนองของคันเร่ง
  • การเก็บเสียง
  • การออกแบบห้องโดยสาร

ให้แตกต่างจากรถที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันได้ 

ในอุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่ ความแตกต่างของแบรนด์อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใช้แพลตฟอร์มของใคร” แต่อยู่ที่ว่า“ตีความแพลตฟอร์มนั้นอย่างไร”ผู้ผลิตที่แข็งแกร่งในอนาคต อาจไม่ใช่ผู้ที่สร้างทุกอย่างเอง แต่คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีร่วมให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้ เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คำถามอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า “Mazda ใช้แพลตฟอร์มของ Changan หรือไม่”แต่ “Mazda ยังสามารถสร้างรถที่ให้ความรู้สึกแบบ Mazda ได้หรือไม่ จากการใช้แพลตฟอร์มของ Changan ”

หากคำตอบยังเป็น “ใช่”บางที สิ่งที่กำหนดตัวตนของแบรนด์ อาจไม่ใช่แหล่งกำเนิดของชิ้นส่วนแต่คือปรัชญา วิธีคิด และรายละเอียดเล็ก ๆ นับพันจุด ที่หลอมรวมกันเป็นประสบการณ์หลังพวงมาลัยและนั่นคือสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถซื้อหรือคัดลอกได้ง่าย ๆ ในโลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ การแชร์แพลตฟอร์ม หรือการใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน มีมานานมากแล้วไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับยุครถยนต์ไฟฟ้า เรามี กรณีศึกษา รวบรวมมาให้เพื่อเสริมความเข้าใจให้ลึกซึ้ง

เมื่อ “ใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน” ไม่ได้แปลว่า “รถเหมือนกัน”

หากการใช้แพลตฟอร์มร่วมกันทำให้รถยนต์ทุกคันมีบุคลิกเหมือนกัน โลกคงไม่มีเหตุผลที่จะมีหลายแบรนด์ แต่ในความเป็นจริง อุตสาหกรรมรถยนต์พิสูจน์เรื่องนี้มานานหลายสิบปีแล้วผู้ผลิตแทบทุกค่ายต่างใช้กลยุทธ์ Shared Platform เพื่อแบ่งเบาต้นทุนการพัฒนา ขณะเดียวกันก็รักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้

Volkswagen Group หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ Volkswagen Group รถยนต์จำนวนมากของ

  • Volkswagen
  • Audi
  • Škoda
  • SEAT
  • CUPRA

ล้วนพัฒนาบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น MQB หรือ MEB สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแต่เมื่อคุณขับ Volkswagen ID.4 กับ Audi Q4 e-tron คุณจะพบว่า พวงมาลัย ช่วงล่าง การเก็บเสียง การตอบสนองของคันเร่ง และบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งที่พื้นฐานทางวิศวกรรมจำนวนมากใช้ร่วมกัน นั่นเพราะ Audi ไม่ได้ขาย “แพลตฟอร์ม” Audi ขาย “ประสบการณ์”

Porsche กับ Audi หลายคนอาจไม่ทราบว่า

Porsche Macan Electric และ Audi Q6 e-tron ใช้แพลตฟอร์ม PPE (Premium Platform Electric) ร่วมกัน ซึ่งพัฒนาโดย Porsche และ Audi ภายใต้ Volkswagen Group แต่ไม่มีใครคาดหวังว่า Porsche จะขับเหมือน Audi และไม่มีใครคาดหวังว่า Audi จะให้ความรู้สึกเหมือน Porsche เพราะลูกค้าซื้อ Porsche เพื่อประสบการณ์แบบ Porsche และซื้อ Audi เพื่อประสบการณ์แบบ Audi

Toyota และ Subaru

Toyota bZ4X และ Subaru Solterra คือรถที่แทบจะเป็นฝาแฝดกันใช้แพลตฟอร์ม e-TNGA ร่วมกันใช้แบตเตอรี่ใกล้เคียงกัน ใช้มอเตอร์ร่วมกันในหลายเวอร์ชัน แต่ Subaru ยังเลือกปรับจูนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) และช่วงล่าง ให้สะท้อนบุคลิกของแบรนด์ที่เน้นการควบคุมบนถนนลื่นและการเดินทางนอกเส้นทาง ขณะที่ Toyota ให้ความสำคัญกับความนุ่มนวล ความง่ายในการขับ และความเป็นมิตรกับผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน พื้นฐานเดียวกัน แต่บุคลิกต่างกัน

BMW และ Toyota

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า Toyota GR Supra กับ BMW Z4 ใช้โครงสร้างหลักร่วมกัน เครื่องยนต์ระบบส่งกำลัง และแพลตฟอร์มหลายส่วนพัฒนาร่วมกัน แต่เมื่อสื่อยานยนต์ทั่วโลกทดลองขับทุกคนกลับพูดตรงกันว่า Supra ให้ความรู้สึกแบบ Toyota ส่วน Z4 ยังคงเป็น BMW ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากชิ้นส่วน แต่เกิดจาก “การปรับจูน”

ทั้งหมดข้างต้นคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าในยุครถยนต์ไฟฟ้าแม้“แพลตฟอร์ม”กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม แต่ “การปรับจูน” และ “ปรัชญาของแบรนด์” ต่างหากที่สร้างความแตกต่าง

แล้ว Mazda แตกต่างตรงไหน

คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่า Mazda ใช้แพลตฟอร์มของใคร แต่คือ Mazda สามารถทำให้ผู้ขับ “ลืม” ไปได้หรือไม่ว่า รถคันนี้เกิดจากแพลตฟอร์มที่ใช้ร่วมกับพันธมิตร หากคำตอบคือ “ใช่” นั่นหมายความว่า Mazda ยังคงรักษา DNA ของตัวเองไว้ได้สำเร็จ เมื่อมองกลับมาที่ Mazda คำถามจึงไม่ใช่ “ใช้แพลตฟอร์มของ Changan หรือไม่?” แต่คือ “Mazda จะสามารถถ่ายทอด Jinba Ittai ลงบนแพลตฟอร์ม EPA1 ได้หรือไม่?”เพราะถ้าทำได้ ผู้ขับจะยังรับรู้ได้ว่า นี่คือ Mazda แม้โครงสร้างพื้นฐานจะถือกำเนิดจากประเทศจีน

Incars Insight 

ประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมรถยนต์พิสูจน์มานานแล้วว่า “Shared Platform” เป็นเพียงเครื่องมือในการลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการพัฒนา สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง ไม่ใช่โครงสร้างใต้ตัวรถ แต่คือปรัชญาวิศวกรรม และการปรับจูน นั่นคือบททดสอบที่แท้จริงของ Mazda ในยุครถยนต์ไฟฟ้า 

ติดตามตอนที่ 5 NEXT EPISODE : THE FUTURE OF MAZDA | EP.5

เมื่อรถยนต์ถูกวัดด้วยสมาร์ตโฟน… Mazda จะยังขาย “ความรู้สึกในการขับขี่” ได้อีกหรือ? วันนี้ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อรถจากหน้าจอ อินโฟเทนเมนต์ ชิปประมวลผล ระบบ AI และการอัปเดตซอฟต์แวร์ มากกว่าจำนวนกระบอกสูบหรือแรงม้า เมื่อ “คุณค่าของรถยนต์” กำลังถูกนิยามใหม่ Mazda จะรักษาปรัชญา Joy of Driving ไว้ได้อย่างไร ในโลกที่รถยนต์เริ่มถูกเปรียบเทียบกับสมาร์ตโฟนมากขึ้นทุกวัน

THE FUTURE OF MAZDA | EP4 GALLERY