THE FUTURE OF MAZDA | EP2 : หากคุณเป็นผู้บริหารของ Mazda และต้องลงทุนหลายแสนล้านบาทเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ขณะที่บริษัทสามารถผลิตรถเพียงราวหนึ่งล้านคันต่อปี…คุณจะเลือกเดินเพียงลำพัง หรือเลือกจับมือกับพันธมิตร

คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดแต่มันคือคำถามเดียวกับที่คณะผู้บริหารของ Mazda ต้องตอบ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมรถยนต์ หลายคนมองการร่วมมือกับ Changan ว่าเป็นการประนีประนอม บางคนมองว่า Mazda กำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองแต่หากมองผ่านตัวเลขทางธุรกิจ คุณอาจพบว่า Mazda แทบไม่มีทางเลือกอื่น เป็นที่ทราบกันดีว่ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันในตลาดรถยนต์ทั่วโลกตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์แข่งขันกันด้วยเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และเทคโนโลยีเชิงกล แต่ในยุครถยนต์ไฟฟ้า สิ่งที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

วันนี้ ผู้ผลิตต้องลงทุนพร้อมกันในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น
แพลตฟอร์ม EV รุ่นใหม่ และระบบแบตเตอรี่
มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบจัดการพลังงาน
ซอฟต์แวร์, ระบบปฏิบัติการ และการอัปเดตแบบ OTA
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ และโรงงานผลิตแบตเตอรี่

นี่คือ “จุดเริ่มต้น” ของสมการความร่วมมือระหว่าง Mazda และ Changan Automobile ผ่านบริษัทร่วมทุน Changan Mazda ที่อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่
วงเงินลงทุน: ราว 10,000 ล้านหยวน (ประมาณ 50,000–58,000 ล้านบาท หรือ 1,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มุ่งเน้นไปที่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs)
ฐานการผลิตหลัก: ใช้โรงงานเมืองหนานจิงเป็นศูนย์กลางครบวงจร ทั้ง R&D การผลิต และการส่งออก
เป้าหมายปี 2027: ดันกำลังการผลิตและยอดขายแตะ 300,000 คันต่อปี โดยมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด (NEV) สูงถึง 90%
ทัพยานยนต์รุ่นใหม่: เปิดตัวซีดานไฟฟ้า Mazda EZ-6 (ตลาดโลกใช้ชื่อ Mazda 6e) และ SUV ไฟฟ้า Mazda EZ-60 บนแพลตฟอร์ม EV ขั้นสูงของ Changan (EPA1)
ยุทธศาสตร์ส่งออก: ตั้งเป้ามูลค่าส่งออก 10,000 ล้านหยวนต่อปี ผสมผสานซัพพลายเชนต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูงของจีน เข้ากับดีไซน์และมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกของ Mazda เพื่อเจาะตลาดยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนการลงทุนเพิ่มของมาสด้าในประเทศไทยนั้น ไม่ได้ใช้เงินลงทุนร่วมกับ Changan แต่เป็นการลงทุนโดยตัวของ Mazda Motor Corporation (ประเทศญี่ปุ่น) และเครือข่ายธุรกิจในประเทศไทย ในขณะที่จีนเป็นการลงทุนร่วมทุน (Joint Venture) แต่สำหรับประเทศไทย Mazda เดินเกมลงทุนด้วยตัวเองผ่านเครือข่ายธุรกิจในประเทศ
ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท: เพื่อปรับปรุงโรงงานและยกระดับสายการผลิตผ่านบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ AAT
มีเป้าหมายหลัก: มุ่งผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกประเภท Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาเซียน

สรุปให้เห็นภาพชัดเจน:
1. โครงการร่วมทุน Changan Mazda (ในจีน): ลงทุน 10,000 ล้านหยวน ลงลึกตลาดรถไฟฟ้าเต็มตัว (BEV/PHEV) เพื่อทำตลาดโลก เช่น Mazda EZ-6
2. โครงการลงทุนในไทย: Mazda ลงทุนเดี่ยวผ่าน AAT เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถไฮบริด (MHEV) รับมือเทรนด์ตลาดและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐไทย
การลงทุนทั้งหมดนี้มีมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ และไม่มีบริษัทใดสามารถทำทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มี “ขนาด” รองรับ ขนาด…คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด Mazda เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านวิศวกรรมและการออกแบบ แต่หากมองจากจำนวนการผลิต บริษัทถือว่าเป็นผู้ผลิต “ขนาดกลาง”

ยอดผลิตรถยนต์ของ Mazda อยู่ในระดับประมาณหนึ่งล้านคันต่อปี ในขณะที่ Changan ผลิตรถยนต์หลายล้านคันต่อปี และยังมีธุรกิจร่วมกับพันธมิตรระดับโลกหลายราย ส่วน BYD เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลก

เมื่อขนาดการผลิตต่างกันหลายเท่า ต้นทุนต่อคันก็แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญนี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Economies of Scale ยิ่งผลิตมาก ต้นทุนเฉลี่ยต่อคันยิ่งลดลงและในยุครถยนต์ไฟฟ้า ความได้เปรียบด้านต้นทุน กลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาผู้ผลิตรถยนต์Mazda ไม่ได้ต้องการ “รถจากจีน”สิ่งที่ Mazda ต้องการ คือ “เวลา” หาก Mazda เลือกพัฒนาแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าทุกอย่างด้วยตัวเองบริษัทอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้หยุดรอ ผู้ผลิตจีนเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ซอฟต์แวร์ได้รับการอัปเดตถี่ขึ้น และการแข่งขันเกิดขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในสถานการณ์เช่นนี้ การร่วมมือกับ Changan จึงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่คือการลด “เวลา” เวลาในการพัฒนา เวลาในการผลิต และเวลาที่จะนำรถออกสู่ตลาด บางครั้ง เวลา อาจมีค่ามากกว่าเงินลงทุนเสียอีก ความร่วมมือ…ไม่ใช่เรื่องใหม่ของอุตสาหกรรม

ไม่มีใครสามารถแบกรับต้นทุนมหาศาลของยุครถยนต์ไฟฟ้าได้เพียงลำพัง สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ วันนี้ “ศูนย์กลางของเทคโนโลยี” อยู่ที่ประเทศจีนมากกว่าที่เคยนั่นทำให้ความร่วมมือระหว่าง Mazda กับ Changan กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากกว่าความร่วมมือในอดีต แล้ว “Mazda จะยังเป็น Mazda ได้อย่างไร” นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด เพราะการใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน ไม่ได้แปลว่ารถทุกคันจะเหมือนกัน การใช้แบตเตอรี่จากผู้ผลิตรายเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้บุคลิกของรถเหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้ Mazda แตกต่าง อาจไม่ได้อยู่ที่แหล่งกำเนิดของชิ้นส่วน แต่อยู่ที่การปรับจูน การออกแบบ การควบคุมซอฟต์แวร์ และปรัชญาการพัฒนารถยนต์ คำถามนี้…เราจะพาคุณไปหาคำตอบในตอนต่อไปเพราะบางที สิ่งที่ Mazda กำลังซื้อจาก Changan อาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “เวลา” และเวลานั้น อาจเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่

NEXT EPISODE : THE FUTURE OF MAZDA | EP3
“Mazda กำลังซื้อเทคโนโลยี…หรือกำลังซื้อเวลา” เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่แรงม้าอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “ความเร็วในการพัฒนา” เหตุใด “เวลา” จึงอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของผู้ผลิตรถยนต์ในศตวรรษที่ 21










